วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2555

WBI กับ ศตวรรษที่ 21


กริ๊งงงงงงงงง เสียงออดบอกเวลาเตรีมเข้าแถวเคารพธงชาติ                                                                                  


หลายคงเบื่อกับการตื่นแต่เช้ามาเรียน  ( หรือบางคนอาจจะมาลอกการบ้านเพื่อน) ต้องมานั่งฟังอาจารย์ฝ่ายปกครองบ่น บ่น บ่น แล้วก็บ่น ต้องมานั่งฟังอาจารย์สอน บางคนก็นั่งหลับ ต้องเรียนทั้งวัน เต็มเวลา เฮ้อออออออ อยากกลับบ้านแล้ววววว เมื่อไหร่โรงเรียนจะเลิก สมัยที่ผู้เขียนอยู่ชั้น ม.ปลาย ก็รู้สึกเช่นนั้นเหมือนกัน  นั่นเป็นการเรียนแบบปกติในโรงเรียน
แต่ในปัจจุปันเป็นยุคศตวรรษที่ 21 ยุคแห่งเทคโนโลยี ยุคแห่งดิจิตอล มีเป้าหมายเพื่อถ่ายทอดความรู้และสร้างสังคมให้ดีขึ้น เราจะเห็นได้จากด้านการศึกษาที่กำลังปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอนอยู่ ผู้เขียนจะขอยกตัวอย่างเทคโนโลยีที่จำเป็นกับการเรียนรู้ในศตวรรษนี้ นั่นก็คือ WBI แล้วมันคืออะไร มีประโยชน์อย่างไร มาดูกันเลยดีกว่า
WBI ย่อมาจาก Web-based instruction หมายถึง การสอนบนเว็บ นั่นเอง เป็นการสอนโดยใช้เว็บเป็นแหล่งรวบรวมเนื้อหาบทเรียนตามหลักสูตร ใช้สำหรับค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมและใช้ในการสื่อสาร ซึ่งจะแตกต่างจากการเรียนในโรงเรียน
WBI เป็นการเปิดโอกาสทางการศึกษาให้กับผู้เรียน ผู้เรียนสามารถเรียนที่ไหนก็ได้ไม่ต้องเสียเวลาเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางมายังที่เรียน มีสื่อหลายมิติ ทำให้เลือกเรียนเนื้อหาได้ตามความสะดวก มีการสื่อสารหลากหลายรูปแบบ ทำให้ผู้เรียนมีทักษะในการสื่อสารในสังคมและมีหลักสูตรให้เลือกเรียนอีกมากมาย แต่ในทางกลับกัน
 เมื่อมีข้อดีแล้วก็ต้องมีข้อเสียตามมา นั่นก็คือ ผู้สอนและผู้เรียนไม่ได้เจอหน้ากันเลย ทำให้ขาดปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนและผู้เรียน ผู้สอนต้องใช้เวลาในการเตรียมการสอนมมากกว่าปกติ บางครั้งถ้าผู้เรียนสงสัย ไม่สามารถได้คำตอบทันที ทำให้ผู้เรียนไม่เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ นอกจากนี้ผู้เรียนจะต้องควบคุมการเรียนของตนเองให้ได้ จึงจะประสบความสำเร็จในการเรียนได้
WBI เหมาะสำหรับในระบบโรงเรียนและการศึกษาทางไกล ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมใช้กันมากในปัจจุปัน
ในระบบโรงเรียน จะมีการกำหนดวัน เวลาและสถานที่เรียน ผู้สอนกับผู้เรียนได้เจอกันในครั้งแรกของการเรียน เพื่ออธิบายวิธีการเรียนและรายละเอียดของวิชา ผู้เรียนจะต้องมีรหัสเพื่อเข้าเว็บไซต์และอีเมลเพื่อติดต่อระหว่างกันด้วย ถ้ามีคำถามหรือข้อสงสัยก็สามารถส่งอีเมลไปยังผู้สอนได้ สามารถพูดคุยด้วยโปรแกรม Chat หรือ Net meeting  สำหรับการเรียน ผู้เรียนต้องศึกษา ค้นคว้าด้วยตนเองหรือหาข้อมูลจากเว็บไซต์อื่นเพิ่มเติมได้ เราสามารถประเมินผลได้ โดยดูจากบันทึกการเข้าเรียน ส่งงานและสอบของผู้เรียนแต่ละคน จากในเว็บไซต์ได้เลย ตัวอย่างเช่น E-learning
สำหรับในการศึกษาทางไกลจะเป็นลักษณะของโรงเรียนเสมือนและมหาวิทยาลัยเสมือน ผู้เรียนไม่จำเป็นต้องไปเรียน จะเรียนที่ไหน เวลาไหนก็ได้ ผู้เรียนจะต้องทำเองในเว็บไซต์ทั้งหมด เริ่มตั้งแต่ การลงทะเบียนเรียน เพื่อขอรหัสบันทึกเข้าเรียน การเรียนตามเนื้อหาหลักสูตร รวมถึงการค้นคว้าเพิ่มเติมในเว็บไซต์ต่างๆ สามารถส่งงานหรือทำกิจกรรมได้ทางอีเมลโดยการแนบไฟล์ หรือถ้าเป็นชิ้นงานก็ส่งทางไปรษณีย์ การติดต่อระหว่างผู้เรียนกับผู้สอนจะใช้ทางอีเมลและโทรศัพท์บนเว็บ พูดง่ายๆก็คือ ผู้เรียนกับผู้สอนจะไม่ได้พบหน้า ไม่รู้จักหน้าตากันเลยก็ว่าได้ ส่วนการประเมินผลจะใช้แบบเดียวกับระบบในโรงเรียน ตัวอย่างเช่น การเรียนของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมธิราช
เป็นอย่างไรบ้าง น่าสนใจใช่ไหม WBI ได้อำนวยความสะดวก รวดเร็ว ให้กับผู้เรียนได้เป็นอย่างมาก สามารถเข้าถึงได้ทุกที่ ไม่จำกัดเวลาและสถานที่ ขอเพียงแค่ผู้เรียนมีความสนใจและตั้งใจแค่นั้นพอ เรื่องสถานที่ไม่ใช่สิ่งสำคัญอีกต่อไป เพราะเราอยู่ในยุค “ ศตวรรษที่ 21

บรรณานุกรม
กิดานัน มลิทอง . (2548) เทคโนโลยีเเละสื่อสารการศึกษา. กรุงเทพ :  อรุณการพิมพ์,  หน้า 99-132

วันอังคารที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

คุณรู้หรือไม่

เพื่อนๆรู้หรือไม่ว่า ทำไมนักการศึกษาจำนวนมาก จึงเห็นว่า ควรมีศูนย์บริการสื่อและเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาในสถานศึกษาระดับอุดมศึกษา ศูนย์บริการสื่อฯจะช่วยจัดพัฒนาการจัดการศึกษาได้ได้จริงหรือไม่ อย่างไร                  
             เราลองมาดูความสำคัญของศูนย์บริการสื่อฯกันดีกว่าค่ะ
  •  เป็นแหล่งค้นคว้า หาความรู้ สำหรับนิสิต นักศึกษา ครูอาจารย์และบุคคลทั่วไป           
  •  เป็นแหล่งที่ผลิตและเผยแพร่สื่อการสอนในรูปแบบต่างๆ เช่น การผลิตรายการวิทยุโทรทัศน์  การผลิตวิดีทัศน์เพื่อการศึกษา การผลิตสื่อการสอนในรายวิชาต่างๆ การผลิตสื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอน                 
  • เป็นแหล่งที่ให้บริการยืมและสนับสนุนสื่อการเรียนการสอนในรูปแบบต่างๆ มีการติดตั้งระบบเครือข่าย มีการเชื่อมโยงระหว่างศูนย์บริการสื่อฯ
  • เป็นแหล่งฝึกอบรมบุคลากรทางการศึกษา จัดอบรมการผลิตสื่อประเภทต่างๆ ให้คำปรึกษาและแนะนำกับครูผู้สอนในรายวิชาต่างๆ
จากความสำคัญข้างต้น เราจะจะเห็นได้ว่า ถ้ามีศูนย์บริการสื่อและเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาในสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาแล้ว จะช่วยอำนวยความสะดวกในการจัดการเรียนมากขึ้น ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาได้เร็วขึ้น ประหยัดเวลา ถ้าผู้เรียนไม่เข้าใจเนื้อหา สามารถขอยืมสื่อไปดูทบททวนได้ ทำให้การเรียนการสอนมีความทันสมัย น่าสนใจและน่าเรียนมากยิ่งขึ้น
ในที่นี้ จะขอยกตัวอย่าง ศูนย์สื่อการศึกษาเพื่อคนพิการ เป็นศูนย์สื่อเฉพาะทาง ที่มีความน่าสนใจมาฝากกันค่ะ

 
 

ศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษา (ศท.) ได้วางแผน ผลิต และประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น วิทยาลัยราชสุดา (มหาวิทยาลัยมหิดล), ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC), สมาคม / มูลนิธิต่างๆ ด้านคนพิการ เป็นต้น  เพื่อผลิตและเผยแพร่สื่อเสริมการเรียนการสอนและสื่อเสริมการเรียนรู้ตามอัธยาศัยสำหรับคนพิการทุกประเภท โดยเน้นสื่ออิเล็กทรอนิกส์รูปแบบต่างๆ ที่เหมาะสมกับกลุ่มคนพิการแต่ละประเภท เช่น หนังสือเสียง รายการวิทยุ รายการโทรทัศน์ รายการวีดิทัศน์ สื่อภาพนูน สื่อคอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษาอื่นๆ                                                                                                         
 ศท. ได้เริ่มผลิตสื่อการศึกษาเพื่อคนพิการเมื่อกลางปี 2542 และเริ่มเผยแพร่สื่อชุดแรกตั้งแต่เดือนมีนาคม 2543  นับถึงปัจจุบันนี้ หน่วยงานได้ดำเนินการผลิตและเผยแพร่สื่อการศึกษาเพื่อคนพิการไปแล้วจำนวนมาก เช่น หนังสือเสียงรูปแบบเทปคาสเซ็ทและรูปแบบซีดี MP3  หนังสือเสียงระบบเดซี    สื่อภาพนูน ประกอบหนังสือเรียนหรือหนังสือเสียง   รายการวีดิทัศน์/โทรทัศน์ ผลิตและเผยแพร่   รายการวิทยุ   หนังสือเบรลล์ ผลิตและเผยแพร่ในรูปแบบ e-braille ทางเว็บไซต์ศูนย์สื่อการศึกษาเพื่อคนพิการ
นอกจากนี้ หน่วยงานยังได้เผยแพร่ข่าวสารข้อมูลด้านสื่อการศึกษาเพื่อคนพิการผ่านเว็บไซต์ศูนย์สื่อการศึกษาเพื่อคนพิการ และจดหมายข่าวสื่อการศึกษาเพื่อคนพิการด้วย ซึ่งภายในเว็บไซต์ ผู้สนใจสามารถเปิดรับชม-รับฟังรายการวีดิทัศน์ รายการวิทยุ และหนังสือเสียงออนไลน์ได้                                                
 ในอนาคต การผลิตและเผยแพร่สื่อการศึกษาเพื่อคนพิการจะดำเนินการต่อไป โดยจะพัฒนารูปแบบสื่อให้เหมาะสมกับสภาพความต้องการของกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หนังสือเสียงระบบเดซี
          
แหล่งที่มา : http://www.braille-cet.in.th/Braille-CET/

              เราจะเห็นได้ว่า การศึกษาสำหรับคนปกติหรือคนพิการนั้น จำเป็นที่จะต้องมีสื่อการศึกษาไว้บริการ เพื่อให้เกิดความสะดวกเเก่ผู้เรียน เพราะการศึกษาในปัจจุปันไม่ได้จำกัดอยู่เเค่ในห้องเรียนเท่านั้น

วันจันทร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2554

สายพันธุ์ "เเมวไทย"

          1. วิเชียรมาศ  เมื่อแรกเกิดจะมีขนสีขาวทั้งหมด พอโตขึ้นขนจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีเทาอ่อน ๆ แต่ที่ปาก หาง เท้าทั้งสี หูทั้งสองข้าง และที่อวัยวะเพศอีกหนึ่งแห่ง รวมทั้งสิ้นเก้าแห่งมีสีดำหรือสีเข้มกว่าส่วนอื่น ๆ  มีนัยน์ตาประกายสดใส ใครเลี้ยงไว้มีคุณค่ายิ่งจะนำทรัพย์สมบัติมาให้
           2.ศุภลักษณ์  หรือมีอีกชื่อว่า “ทองแดง” จะมีสีขนเป็นสีทองแดงตลอดทั้งตัว นัยน์ตาเป็นประกาย ใครเลี้ยงไว้จะนำมาซึ่ง     ยศถาบรรดาศักดิ์


           3.แซมเสวตร  มีขนสีดำแซมขาว ขนบางและสั้น รูปร่างเพรียว มีในตาเหมือนหิ่งห้อย ใครเลี้ยงไว้ดี มีคุณหนักหนา

          


            4.โกนจา  จะมีสีดำละเอียด ในตาสีดอกบัวแรกแย้ม หางเรียวยาว ท่าทางการเดินสง่าเหมือนสิงโต ใครที่เลี้ยงแมวพันธุ์นี้ไว้จะได้รับแต่สิ่งที่ดี ๆ
            5.สีสวาด หรือ มาเลศ หรือ แมวโคราช  มีขนสีดอกเลาเปรียบเสมือนกับเมฆสีเทายามฟ้ายับฝน มีนัยน์ตาหยาดเยิ้มประหนึ่งน้ำค้างบนกลีบบัว เป็นแมวที่เชื่อกันว่านำมาซึ่งความสุข ความเป็นมงคลให้กับผู้เลี้ยง

            6.ขาวมณี  แมวไทยอีกหนึ่งสายพันธุ์ที่ไม่ได้มีระบุไว้ในสมุดข่อยโบราณ แต่ก็ถูกจัดว่าเป็นแมวไทยด้วยเช่นกัน เป็นสายพันธุ์ที่พบเห็นได้บ่อยที่สุดในปัจจุบัน เชื่อกันว่าเพิ่งถือกำเนิดขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ มีสีขนและผิวกายขาวสะอาด ขนสั้นนุ่ม รูปร่างลำตัวยาว ขาเรียว ทรงเพรียวลม ไม่อ้วนหรือผอมเกินไป หัวไม่กลมโต แต่เป็นทรงสามเหลี่ยมคล้ายหัวใจ ดวงตาจะรีเล็กน้อย ในตาเป็นสีฟ้าหรือเหลืองอำพันสีใดสีหนึ่ง เมื่อนำแมวขาวมณีตาสีฟ้า ผสมกับแมวขาวมณีตาสีอำพัน ลูกที่ออกมาจะมีตาสองสี
                นอกจากรูปร่างลักษณะที่สวยงามแล้ว สิ่งที่โดดเด่นอีกอย่างของแมวไทยก็คือ อุปนิสัย ที่รักอิสระเป็นที่หนึ่ง ฉลาด เป็นตัวของตัวเอง รักบ้าน รักเจ้าของ ทั้งหมดเมื่อมารวม ๆ กันทำให้แมวไทยได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ทั้งในบ้านเราเองและต่างประเทศ
                ในฐานะหนึ่งในเอกลักษณ์ของชาติ เราทุกคนจึงควรมีหน้าที่ดูแลและมอบความรักให้กับแมวไทยทุกสายพันธุ์ เพื่อให้แมวไทยยังคงอยู่คู่ประเทศของเราไปอีกนาน ๆ


ภาพน่ารักของ "เจ้าเเมวเหมียว"

ภาพที่นำมาเผยเเพร่นี้เป็นภาพอิริยาบถของเเมว ฉันได้ถ่ายไว้เพื่อสังเกตความซุกซน ความน่ารักของ "เจ้าเเมวเหมียว"
 1 2 3 เเชะ!!

ใครเป็นคนถ่ายเนี่ย !!

เหมี้ยว เหมี้ยว... จะถ่ายอะไรจังเลยยย

วันอาทิตย์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2554

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ "เเมว"

ทำไมแมวชอบร้องเหมียวๆ
        แมวจะทำเสียง นี้ เมื่อรู้สึกพอใจหรือไม่พอใจในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เค้าเริ่มรู้จักที่จะสร้างเสียงแบบนี้ ตั้งแต่เป็นลูกแมว ซึ่งจะส่งเสียงนี้ในยามที่ต้องการความอบอุ่นจากแม่แมว และเวลาที่หิวนม ซึ่งเป็นกลไกที่เกิดจากสมองสั่งการ ให้เกิดเสียงร้องจากการสั่นของกล้ามเนื้อช่องคอนั่นเอง แมวมักจะทำเสียงนี้ในขณะหลับซึ่งคล้ายๆ กับเสียงกรน ครั้งต่อไปหาคุณได้ยินเสียงนี้อีกคุณลองถามเค้าสิว่า เค้าต้องการอะไร




ทำไมแมวจึงรักที่จะนอน


        "แมวขี้ เซา" เป็นคำที่ใช้เรียกแมวที่รักการนอนเป็นชีวิตจิตใจ พวกเค้าจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนอนหลับอย่างน้อย 17 ชั่วโมงๆต่อวัน ซึ่งเป็น ลักษณะที่ถ่ายทอดมาจากแมวป่า ที่มักจะไม่ชอบออกล่าเหยื่อ หรือหาอาหารสักเท่าไหร่ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าแมวชอบที่จะนอนมากกว่า เจ้าแมวนอนหวดเอ๋ย




ทำไมแมวจึงชอบที่จะข่วนเฟอร์นิเจอร์ในบ้าน


         พฤติกรรม การข่วนของแมวนั้น เกิดจากเหตุผลหลายอย่าง ประเด็นแรกนั้นการข่วนเป็นการฝนเล็บให้สวยงาม และแมวก็มีความสุขที่ได้ทำเช่นนั้น อีกทั้งพฤติกรรมนี้ยังเป็นการสร้างอาณาเขตของตัวเอง เพื่อป้องกันผู้บุกรุกแมว มักจะข่วนเป็นแนวตรงกับเสาหรือต้นไม้ ดังนั้น เราจึงควรจัดเตรียมที่ไว้ให้เป็นสัดส่วน สำหรับการฝนเล็บของแมว โดยไม่ต้องเคลื่อนย้ายไปที่อื่น ถ้าย้ายไปละฮึ่ม....จะข่วนไม่ให้เหลือ....




ทำไมแมวจึงชอบคลอเคลียที่ขาของเรา


         แมว มีต่อมกลิ่นทั่วร่างกายเช่น ริมฝีปาก, สีข้าง, หน้าผาก, หาง เป็นต้น กลิ่นจะกระจายติดตามร่างกายของผู้ที่แมวเข้าไปคลอเคลีย การแสดงอาการเช่นนี้ของแมวบ่งถึงความต้องการที่จะแสดงความเป็นเจ้าของคุณ หากแมวแสดงพฤติกรรมเช่นนี้กับคุณแล้ว จงภูมิใจได้ว่าเค้ารักคุณ




ทำไมแมวจึงต้องใช้ถาดทรายแมว

  
         เพราะ แมวมักจะถ่ายบนถาดทรายเสมอ ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมที่ดี โดยเป็นสัญชาติญาณในการดำรงชีวิตในป่า เนื่องจากในป่า แมวจะมีพฤติกรรมหลบซ่อนศัตรูที่ไม่ให้ใครพบเห็น ถือเป็นพฤติกรรมที่ถ่ายทอดกันมาอย่าง
ยาวนาน นั่นเป็นเหตุผลว่า ทำไมแมวจึงต้องการถาดทรายไว้หลบซ่อนของเสีย อันเป็นส่วนหนึ่งของพฤติกรรมนี้




ทำไมแมวจึงชอบเลียขน


          การเลีย สามารถกำจัดเศษขนที่หลุดล่วงและสิ่งสกปรกต่างๆ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้มีการเจริญใหม่ ของชั้นผิวหนังและขน ยิ่งกว่านั้นน้ำลายของแมวยังช่วยลดอุณหภูมิในร่างกายของเค้าด้วย ลูกแมวจะรู้จักการเลียขนตั้งแต่แรกเกิดโดยมีแม่แมวเป็นผู้จัดการสอนเลียขน ให้

 
 
"คุณควรตระหนักเสมอว่าแมวมีวิวัฒนาการธรรมชาติมาจากสัตว์ป่า ซึ่งอุปนิสัยเหล่านั้นยังคงอยู่ในร่างกายและจิตใจของแมวจวบจน ทุกวันนี้ คุณจึงควรให้ความรักและเข้าใจแมวของคุณ ร้องเรียกเหมียว... เหมียว... เดี๋ยวก็มา"

เรื่องเล่า "เเมวไทย"

             สิ่งหนึ่งที่เราในฐานะคนไทยควรจะภาคภูมิใจก็คือ เรามีเอกลักษณ์สำคัญของชาติมากมาย ไม่ว่าจะเป็น การไหว้ ภาษาหรือการดนตรี รวมทั้งสายพันธุ์ของสัตว์ที่มีถิ่นกำเนิดจากบ้านเราโดยเฉพาะ เช่นสุนัขพันธุ์ไทยหลังอาน หรือพันธุ์บางแก้ว รวมไปถึง “แมวไทย” ทุกสายพันธุ์
             ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่า แมวไทย นั้นมีจุดกำเนิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ หรือมีทั้งสิ้นกี่สายพันธุ์กัน
แน่ แต่ตามสมุดข่อยโบราณระบุไว้เป็นลายลักษณ์อักษรว่า แมวไทยในสมัยอยุธยานั้นมีอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น 23 สายพันธุ์ โดยแบ่งเป็นแมวให้คุณทั้งสิ้น 17 สายพันธุ์  ดังนี้ วิเชียรมาศ ศุภลักษณ์ มาเลศ โกนจา นิลรัตน์ วิลาศ เก้าแต้ม รัตนกำพล นิลจักร มุลิลา กรอบแว่น ปัดเสวตร กระจอก สิงหเสพย์ การเวก จตุบท และแซมเศวตร โดยมีแมวให้โทษอีกทั้งสิ้น  6 สายพันธุ์ คือ ทุพลเพศ พรรณพยัคฆ์ ปีศาจ หิณโทษ กอบเพลิง และเหน็บเสนียด
                เหตุที่แบ่งเป็นแมวให้คุณกับแมวให้โทษนั้น เป็นความเชื่อของคนในสมัยโบราณโดยดูจากบุคลิกลักษณะของแมวแต่ละสายพันธุ์ ว่าเลี้ยงแล้วจะนำสิ่งที่ดี ๆ หรือสิ่งชั่วร้ายมาสู่ผู้เป็นเจ้าของ ถัดจากบันทึกในสมัยอยุธยา เรื่องราวของแมวไทยก็ได้หายไปจากหลักฐานต่าง ๆ  จนกระทั่งมาปรากฏอีกทีในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อพระองค์ได้ทรงพระราชทานแมวไทยสายพันธุ์วิเชียรมาศคู่หนึ่งให้กับกงสุลอังกฤษ ซึ่งกงสุลอังกฤษคนนั้นได้นำแมวไทยไปประกวดที่ประเทศอังกฤษโดยผลปรากฏว่าแมวไทยชนะเลิศในประเภทแมวขนสั้น ส่งผลให้แมวไทยมีชื่อเสียงไปทั่วโลก ทั้งนี้ในสมัยนั้นแมวไทยจะเลี้ยงอยู่ในวังเท่านั้น โดยส่วนใหญ่จะเป็นพันธุ์วิเชียรมาศ ชาวบ้านธรรมดาไม่มีสิทธิ์ในการเลี้ยงแมวไทย และห้ามไม่ให้ซื้อขายแมวไทยกันด้วย
                กาลเวลาล่วงเลยมาจนถึงปัจจุบัน จากเดิมที่มีทั้งสิ้น 23  สายพันธุ์ ทุกวันนี้แมวไทยเหลือเพียง 6 สายพันธุ์เท่านั้น ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะแมวไทยในวังเริ่มลดจำนวนลง แมวกลายมาเป็นสัตว์เลี้ยงที่อยู่กระจัดกระจายตามสถานที่ต่าง ๆ เช่น ในวัด หรือตามบ้านเรือนประชาชน ขาดการควบคุมดูแลอย่างเป็นจริงเป็นจัง ทำให้แมวไทยไปผสมกันเองตามธรรมชาติจนเกิดการข้ามสายพันธุ์ ในยุคหลัง ๆ แมวไทยเดิมพันธุ์แท้เริ่มหายากเข้าไปทุกที จนสุดท้ายเริ่มหมดไปเรื่อย ๆ เหลืออยู่เพียง 6 สายพันธุ์